แชร์

น้ำไม่เข้าบริษัท ธุรกิจก็หยุดได้! แผน BCP รับมือน้ำท่วมที่องค์กรควรเตรียม

อัพเดทล่าสุด: 5 ต.ค. 2026
9 ผู้เข้าชม
ภาพประกอบสำนักงานบนพื้นที่ยกสูง โดยถนนและคลังสินค้ารอบข้างมีน้ำท่วม สื่อถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ
“พื้นที่เราไม่เคยท่วม” ยังเพียงพอไหม? น้ำท่วมไทยกับความเสี่ยงที่องค์กรต้องทบทวน และเหตุผลที่ควรมีแผน BCP
“บริษัทเราไม่เคยน้ำท่วม จึงไม่น่าจำเป็นต้องทำแผนรองรับ”

หากองค์กรเคยใช้เหตุผลนี้ในการประเมินความเสี่ยง สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง
ไทยรัฐรายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ว่า น้ำท่วมในกรุงเทพฯ กระทบหลายพื้นที่ รวมถึงบางจุดที่ประชาชนระบุว่าไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาก่อน ประสบการณ์ในอดีตจึงอาจไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันความปลอดภัยของพื้นที่ในวันนี้ ขณะที่ สวพ.FM91 รายงานข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ณ เช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า ถนนหลายสายยังมีน้ำท่วมขัง เช่น ลาดกระบัง ฉลองกรุง หลวงแพ่ง และพหลโยธินบางช่วง ซึ่งส่งผลต่อการใช้เส้นทางและการวางแผนเดินทาง
สำหรับองค์กร คำถามจึงควรขยายจาก “น้ำจะเข้าบริษัทหรือไม่?” ไปสู่ “หากน้ำท่วมกระทบคน เส้นทาง หรือคู่ค้า ธุรกิจของเราจะดำเนินต่ออย่างไร?”

1. น้ำไม่เข้าบริษัท ธุรกิจก็อาจหยุดได้
ลองนึกถึงสถานการณ์ที่สำนักงานยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่พนักงานสำคัญเดินทางมาไม่ได้ รถขนส่งเข้าไม่ถึงคลังสินค้า หรือผู้ขายวัตถุดิบต้องหยุดดำเนินงาน
องค์กรอาจไม่มีทรัพย์สินเสียหายจากน้ำโดยตรง แต่ยังเผชิญกับการส่งมอบล่าช้า งานค้าง รายได้สะดุด และความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ลดลง

ความเสี่ยงน้ำท่วมจึงต้องพิจารณาทั้งสิ่งที่อยู่ภายในและภายนอกพื้นที่ขององค์กร ได้แก่
  • บุคลากร: พนักงานปลอดภัยหรือไม่ และสามารถปฏิบัติงานได้มากน้อยเพียงใด
  • สถานที่และอุปกรณ์: สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และระบบสำคัญยังใช้งานได้หรือไม่
  • ระบบและข้อมูล: หากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง งานใดจะหยุดตามไปด้วย
  • คู่ค้าและการขนส่ง: วัตถุดิบ สินค้า และบริการที่จำเป็นยังส่งมาถึงได้หรือไม่
  • ลูกค้า: องค์กรยังให้บริการและสื่อสารสถานะการส่งมอบได้อย่างไร

การที่อาคารไม่ถูกน้ำท่วม จึงไม่ได้ยืนยันว่าธุรกิจจะดำเนินต่อได้ตามปกติ

2. “ไม่เคยเกิด” ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการให้ความเสี่ยงอยู่ระดับต่ำ
ข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตมีประโยชน์ แต่การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาสภาพแวดล้อมและการดำเนินงานในปัจจุบันร่วมด้วย
องค์กรควรตรวจสอบว่า ตั้งแต่การประเมินครั้งล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง เช่น เส้นทางขนส่งใหม่ คลังสินค้าใหม่ การพึ่งพาคู่ค้ารายเดียวมากขึ้น หรือการย้ายอุปกรณ์สำคัญไปอยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

แทนที่จะระบุเพียงว่า “น้ำท่วม: โอกาสเกิดต่ำ” ควรประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น เช่น

  • หากทางเข้าออกหลักใช้ไม่ได้ องค์กรยังเข้าถึงสถานที่ทำงานได้หรือไม่
  • หากพนักงานหลายหน่วยงานได้รับผลกระทบพร้อมกัน ใครจะทำงานสำคัญทดแทน
  • หากคลังสินค้าหลักและคลังสำรองอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเดียวกัน ทางเลือกสำรองยังใช้ได้จริงหรือไม่
  • หากคู่ค้าหยุดส่งมอบหลายวัน สินค้าคงเหลือรองรับการดำเนินงานได้แค่ไหน

นี่คือการเปลี่ยนจากการประเมินชื่อภัย ไปสู่การประเมินว่า ภัยนั้นจะกระทบเป้าหมายและการดำเนินงานขององค์กรอย่างไร

3. มี Risk Management แล้ว ทำไมยังควรมี BCP?
การบริหารความเสี่ยงและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจทำงานร่วมกัน แต่ตอบคำถามคนละส่วน
Risk Management ช่วยให้องค์กรระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยง เช่น ปรับปรุงระบบระบายน้ำ ย้ายอุปกรณ์สำคัญขึ้นที่สูง หรือกระจายการพึ่งพาผู้ขาย
ส่วน Business Continuity Plan: BCP กำหนดวิธีดำเนินงานต่อเมื่อเกิดการหยุดชะงัก เช่น ใครเป็นผู้ตัดสินใจเปิดใช้แผน งานใดต้องดำเนินต่อก่อน จะใช้สถานที่หรือช่องทางใดทดแทน และต้องสื่อสารกับใครบ้าง

ตัวอย่างเช่น แม้องค์กรติดตั้งแนวป้องกันน้ำรอบโรงงานแล้ว ก็ยังต้องเตรียมคำตอบว่า หากพนักงานเข้าโรงงานไม่ได้ หรือวัตถุดิบส่งมาไม่ถึง จะรักษาการดำเนินงานที่จำเป็นอย่างไร
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ISO 22301 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มุ่งให้องค์กรเตรียมพร้อม รับมือ และฟื้นตัวจากเหตุการณ์ที่ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก

4. แผน BCP รองรับน้ำท่วมควรตอบคำถามอะไรบ้าง?
งานใดต้องดำเนินต่อ และกลับมาได้เร็วแค่ไหน?
องค์กรควรเริ่มจากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ หรือ Business Impact Analysis: BIA เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบเมื่อกิจกรรมหยุดลง และจัดลำดับความสำคัญในการฟื้นคืนงาน
ตัวอย่างคำถาม ได้แก่ หากระบบรับคำสั่งซื้อหยุดหนึ่งวันจะกระทบอะไร หากคลังสินค้าส่งของไม่ได้สามวันจะเกิดงานค้างเท่าใด และกิจกรรมใดต้องกลับมาดำเนินการก่อนเพื่อรองรับลูกค้า
เป้าหมายการฟื้นคืนงานควรสอดคล้องกับผลกระทบที่องค์กรยอมรับได้ และทรัพยากรที่เตรียมไว้จริง

เมื่อใดต้องเริ่มใช้แผน?
หากทุกฝ่ายรอให้น้ำเข้าพื้นที่ก่อนจึงเริ่มตัดสินใจ อาจเหลือเวลาเตรียมพร้อมน้อยเกินไป แผนควรกำหนดเกณฑ์การดำเนินการเป็นลำดับ เช่น เมื่อมีประกาศเตือนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ เมื่อเส้นทางสำคัญเริ่มได้รับผลกระทบ หรือเมื่อผู้ขายแจ้งว่าจะไม่สามารถส่งมอบได้ แต่ละระดับต้องระบุผู้รับผิดชอบ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจน โดยอ้างอิงข้อมูลเตือนภัยและสภาพพื้นที่จริงขององค์กร

จะใช้ทางเลือกสำรองอะไร?
การระบุเพียงว่า “ให้ทำงานจากบ้าน” อาจยังไม่เพียงพอ เพราะพนักงานอาจได้รับผลกระทบที่บ้านเช่นกัน หรือบางงานจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรและสถานที่เฉพาะ
องค์กรจึงควรเตรียมทางเลือกให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น สถานที่ทำงานสำรอง ทีมทดแทน เส้นทางขนส่งอื่น ผู้ขายสำรอง หรือการให้บริการเฉพาะส่วนที่จำเป็นในช่วงวิกฤต
ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบว่าทางเลือกเหล่านั้นจะไม่หยุดชะงักจากเหตุเดียวกับสถานที่หลัก

ใครต้องได้รับข้อมูล และจะสื่อสารอย่างไร?
พนักงานต้องทราบแนวทางปฏิบัติ ผู้บริหารต้องมีข้อมูลสำหรับตัดสินใจ และลูกค้าต้องได้รับสถานะบริการที่ถูกต้อง
แผนจึงควรมีรายชื่อผู้ติดต่อ ช่องทางสำรอง ผู้อนุมัติข้อความ และรอบการอัปเดต รวมถึงแนวทางช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ความปลอดภัยของบุคลากรเป็นลำดับแรก

5. มีเอกสารแล้ว ต้องทดลองว่าใช้ได้จริง
การมีแผน BCP เป็นจุดเริ่มต้น แต่ความพร้อมต้องพิสูจน์ผ่านการฝึกซ้อม องค์กรอาจเริ่มด้วยการฝึกซ้อมแบบ Tabletop Exercise โดยใช้สถานการณ์สมมติ เช่น
"ฝนตกต่อเนื่อง เส้นทางหลักเข้าออกคลังสินค้าใช้ไม่ได้ พนักงานบางส่วนได้รับผลกระทบ และผู้ขายสำคัญแจ้งเลื่อนส่งมอบ ขณะที่องค์กรยังมีคำสั่งซื้อเร่งด่วนที่ต้องส่งให้ลูกค้า"
จากนั้นให้แต่ละหน่วยงานร่วมตอบว่า ใครจะตัดสินใจเปิดใช้แผน จะจัดลำดับงานอย่างไร ทรัพยากรสำรองพร้อมหรือไม่ และจะสื่อสารกับลูกค้าเมื่อใด
สิ่งที่ค้นพบระหว่างการซ้อม เช่น เบอร์ติดต่อไม่เป็นปัจจุบัน ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ชัดเจน หรือทางเลือกสำรองใช้งานไม่ได้ ควรถูกนำกลับไปแก้ไขก่อนเกิดเหตุจริง


BCP GURU พร้อมสนับสนุนองค์กรในการประเมินความเสี่ยง จัดทำและทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ รวมถึงฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองให้เหมาะกับบริบทของแต่ละธุรกิจ

ข้อมูลข่าวที่ใช้อ้างอิงตรวจสอบ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy