Key Risk Indicators (KRI) ที่ดีคืออะไร และพัฒนาอย่างไร | BCP GURU
Last updated: 17 Apr 2026
74 Views

Key Risk Indicators (KRI) ที่ใช้ได้จริง — ไม่ใช่แค่ตัวเลขบน Dashboard
ลูกค้ารายหนึ่งเคยแสดง KRI Dashboard ให้ BCP GURU ดู มี 47 ตัวชี้วัด
ไม่มีตัวไหนส่งสัญญาณเตือนในช่วงปีที่ผ่านมาแม้แต่ครั้งเดียว
นั่นไม่ใช่ระบบติดตาม — นั่นคือการรายงานที่ไม่มีประโยชน์
BCP GURU ช่วยองค์กรพัฒนา KRI ที่รับใช้วัตถุประสงค์ที่แท้จริง: ให้สัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์ความเสี่ยงจะเกิดขึ้น
หลักการที่ BCP GURU ปรับปรุงมาจากหลายปีในการให้คำปรึกษา ERM ในไทย:
หลักการที่ 1: KRI ที่ดีต้องเป็น Leading ไม่ใช่ Lagging
อัตราการลาออกของพนักงานเป็น Lagging — บอกว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แนวโน้มคะแนน Employee Engagement ที่ลดลงเป็น Leading — คาดการณ์การลาออกก่อนที่จะเกิดขึ้น
หลักการที่ 2: ทุก KRI ต้องมี Threshold และ Trigger
"ติดตามการร้องเรียนของลูกค้า" ไม่ใช่ KRI
"ส่งต่อไปยังคณะกรรมการความเสี่ยงเมื่อการร้องเรียนรายเดือนเกิน 150% ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน" นั่นคือ KRI
หลักการที่ 3: น้อยกว่าคือดีกว่า
การดำเนิน ERM ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ BCP GURU มักใช้ KRI ระดับองค์กรเพียง 12–15 ตัว เมื่อติดตามทุกอย่าง คุณไม่ได้ติดตามอะไรเลย
หลักการที่ 4: KRI ต้องเชื่อมกับ Risk Appetite
ถ้า Appetite สำหรับการหยุดชะงักของการดำเนินงานต่ำ KRI ด้านปฏิบัติการควรมี Threshold ที่เข้มงวดกว่า KRI ด้านความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
องค์กรที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุดไม่ใช่องค์กรที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่คือองค์กรที่รู้ว่าสัญญาณไหนสำคัญ
---
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ความแตกต่างระหว่าง KPI และ KRI คืออะไร?
A: KPI (Key Performance Indicator) วัดผลการดำเนินงาน ส่วน KRI (Key Risk Indicator) วัดระดับความเสี่ยงและให้สัญญาณเตือนล่วงหน้า ทั้งคู่ควรใช้ควบคู่กันใน ERM Program
Q: องค์กรขนาดกลางควรมี KRI กี่ตัว?
A: BCP GURU แนะนำ 10–15 KRI ระดับองค์กร และ 3–5 KRI ต่อความเสี่ยงระดับ Top Risk เพื่อให้สามารถติดตามได้จริง
---
พัฒนา KRI Framework กับ BCP GURU → bcpthaiguru.com
ลูกค้ารายหนึ่งเคยแสดง KRI Dashboard ให้ BCP GURU ดู มี 47 ตัวชี้วัด
ไม่มีตัวไหนส่งสัญญาณเตือนในช่วงปีที่ผ่านมาแม้แต่ครั้งเดียว
นั่นไม่ใช่ระบบติดตาม — นั่นคือการรายงานที่ไม่มีประโยชน์
BCP GURU ช่วยองค์กรพัฒนา KRI ที่รับใช้วัตถุประสงค์ที่แท้จริง: ให้สัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์ความเสี่ยงจะเกิดขึ้น
หลักการที่ BCP GURU ปรับปรุงมาจากหลายปีในการให้คำปรึกษา ERM ในไทย:
หลักการที่ 1: KRI ที่ดีต้องเป็น Leading ไม่ใช่ Lagging
อัตราการลาออกของพนักงานเป็น Lagging — บอกว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แนวโน้มคะแนน Employee Engagement ที่ลดลงเป็น Leading — คาดการณ์การลาออกก่อนที่จะเกิดขึ้น
หลักการที่ 2: ทุก KRI ต้องมี Threshold และ Trigger
"ติดตามการร้องเรียนของลูกค้า" ไม่ใช่ KRI
"ส่งต่อไปยังคณะกรรมการความเสี่ยงเมื่อการร้องเรียนรายเดือนเกิน 150% ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน" นั่นคือ KRI
หลักการที่ 3: น้อยกว่าคือดีกว่า
การดำเนิน ERM ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ BCP GURU มักใช้ KRI ระดับองค์กรเพียง 12–15 ตัว เมื่อติดตามทุกอย่าง คุณไม่ได้ติดตามอะไรเลย
หลักการที่ 4: KRI ต้องเชื่อมกับ Risk Appetite
ถ้า Appetite สำหรับการหยุดชะงักของการดำเนินงานต่ำ KRI ด้านปฏิบัติการควรมี Threshold ที่เข้มงวดกว่า KRI ด้านความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
องค์กรที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุดไม่ใช่องค์กรที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่คือองค์กรที่รู้ว่าสัญญาณไหนสำคัญ
---
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ความแตกต่างระหว่าง KPI และ KRI คืออะไร?
A: KPI (Key Performance Indicator) วัดผลการดำเนินงาน ส่วน KRI (Key Risk Indicator) วัดระดับความเสี่ยงและให้สัญญาณเตือนล่วงหน้า ทั้งคู่ควรใช้ควบคู่กันใน ERM Program
Q: องค์กรขนาดกลางควรมี KRI กี่ตัว?
A: BCP GURU แนะนำ 10–15 KRI ระดับองค์กร และ 3–5 KRI ต่อความเสี่ยงระดับ Top Risk เพื่อให้สามารถติดตามได้จริง
---
พัฒนา KRI Framework กับ BCP GURU → bcpthaiguru.com
Related Content
แผน BCP ที่ไม่เคยซ้อม ก็แค่กระดาษ Tabletop Exercise (TTX) คือรูปแบบฝึกซ้อมที่ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด และได้ผลดีที่สุด สำหรับเริ่มต้น
เหตุแผ่นดินไหวเมียนมา 28 มีนาคม 2568 ที่สะเทือนถึงกรุงเทพและเชียงใหม่ ทำให้องค์กรไทยตื่นตัวกับความเสี่ยงที่เคยคิดว่าไม่น่ากังวล
ยุคที่ทุกองค์กรเคลื่อนไปสู่ Cloud การ Backup และ DR ก็เปลี่ยนตาม จาก Tape Library ในห้อง Data Center สู่ Cloud Storage ที่ขยายได้ไร้ขีดจำกัด


